ep060 ผังเวลา 52 ช่วง
วัดพระธรรมกาย (73) คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง (63) หยุดใจนิ่ง (52) องค์พระในกลางกาย (42) หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ (33) ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา (28) หลวงพ่อทัตตชีโว (27) ปาณาติบาต (25) อบายมุข (19) สะอาดระเบียบสุภาพตรงต่อเวลา (18) ผู้นำบุญ (15) ความสะอาด (14) พระอรหันต์ (14) วัดปากน้ำภาษีเจริญ (11) ถวายหลักการสร้างวัดแด่พระมหาเถระ (8) ศีลแปด (8) ระเบียบวินัย (7) ความอดทน (6) ปลูกฝังนิสัย (6) วัดสาขา (6) โรงทาน (6) ครูไม่ใหญ่ (5) ความไม่สุภาพ (5) ธรรมทายาท (5) ประเมินผลการเทศน์ (5) พุทธบริษัทสี่ (5) ครอบครัวแตกแยก (4) ความไร้ระเบียบ (4) ทำกับมือ (4) เคี่ยวเข็นสี่เรื่อง (4) เอาใจเขาใส่ใจเรา (4) ขัดห้องน้ำ (3) ขันติธรรม (3) ความไม่ตรงเวลา (3) ซื้อโบสถ์ต่างศาสนามาสร้างวัด (3) ผ้าขี้ริ้ว (3) ศีลข้อสาม (3) อาคารจาตุมหาราช (3) เก็บที่นอน (3) เพื่อนต่างศาสนา (3) เรียงพี่เรียงน้อง (3) ไรฝุ่น (3) กลด (2) ชุดอุบาสิกา (2) ตอบแทนพระคุณ (2) พระธรรมวินัย (2) มาฆบูชา (2) ยาฆ่าแมลง (2) ศิษย์เก่ากลับมาช่วยงานวัด (2) สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (2) ห้ามรวมคนด้วยอบายมุข (2) ครัววัดไม่มีกลิ่นอับ (1) ทีวีเครื่องแรกในประเทศไทย (1) นุ่งชั่วห่มชั่ว (1) ปลุกชาวโลกให้ตื่น (1) ผ้าเย็นการบินไทย (1) มาร้อยเลี้ยงร้อยมาล้านเลี้ยงล้าน (1) รวมคนด้วยธรรมะ (1) ศีลข้อสอง (1) ศีลข้อสี่ (1) ห้ามขายอาหารในโรงทาน (1) อนุโลมขโมย (1) อย่าไปด่าเขา (1) อัตตาหิ อัตตโน นาโถ (1) เช็ดเสื่อสองด้าน (1) เด็กวัด (1) แม่ชีวัดปากน้ำ (1) โทษผู้อื่น (1)
เล่าการสนทนากับนักบวชต่างศาสนาที่ต่างประเทศว่า เมื่อโลกเจริญด้านวัตถุมากขึ้น มหาชนก็ไปติดอยู่กับเรื่องวัตถุ การเพิ่มจำนวนนักบวชจึงยากเย็นทุกศาสนา ฝ่ายเราก็ระดมกันเป็นแสนเป็นล้านทั้งประเทศไทย ถือว่าหัวอกเดียวกัน ท่านจึงยินดีให้โบสถ์ของท่านกลายมาเป็นวัดของเรา แม้เป็นคนละศาสนา เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ของมหาชน และเล่าว่าในทีมของท่าน คนที่อายุน้อยที่สุดอายุ 75 ปี รุ่นหลังหาคนที่ตั้งใจบวชอุทิศชีวิตอย่างท่านได้ยาก
บอกท่านว่าสภาพนี้เหมือนกันทั่วโลก การเดินทางมาครั้งนี้คือมาปลุกชาวโลกให้ตื่น ใครนับถือศาสนาไหนก็ไม่ว่ากัน ขอให้เข้ามาศึกษาธรรมะในศาสนาของตน แล้วเมื่อพบธรรมะก็เอาไปแจกชาวโลก โลกจะได้เป็นสุขยิ่งขึ้น ส่วนการขายโบสถ์ ท่านขายในราคามิตรภาพจริง ๆ คือเท่าราคาที่ทางการประเมินภาษี ไม่บวกกำไร และยกอุปกรณ์ที่ใช้งานได้ในโบสถ์ให้ทั้งหมด เวลาว่างท่านก็ยังมาเยี่ยม
ชื่นชมความใจกว้างใจเปิดของท่านว่า สมัยนี้โลกมนุษย์ถึงกันหมด การศึกษาก็ทั่วถึงกัน ใครมีใจเป็นธรรม นอกจากศึกษาหลักธรรมในศาสนาของตัวเองก็ยังเปิดกว้างศึกษาศาสนธรรมในศาสนาอื่น ท่านจึงมาทดลองศึกษาธรรมะ ในพระพุทธศาสนาด้วยตัวท่านเอง วันงานท่านมาพร้อมนายกของเมืองและภรรยา ในงานมีพระเถรานุเถระผู้ใหญ่ไปด้วย ท่านเห็นชาวพุทธมารวมกันไม่ต่ำกว่าสองพันคน จึงถามว่าทำอย่างไรจึงรวบรวมชาวพุทธที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ มาช่วยกันสร้างวัดได้ขนาดนี้ และไม่ใช่วัดเดียว รวมแล้วประมาณ 70 วัดทั่วโลก
นอกจากจำนวนวัดที่เพิ่มขึ้น ญาติโยมที่มาก็เรียบร้อยจนนายกของเมืองเอ่ยปากชม จึงกราบเรียนพระเถระ และหลวงพ่อองค์ประธานว่า ทั้งหมดนี้เป็นการปฏิบัติตามกฎตามระเบียบที่มีในพระธรรมวินัยนี่เอง ไม่ได้มีการเสกการเป่าอะไร เอาพระธรรมวินัยมาใช้สร้างวัดล้วน ๆ แล้วถวายรายละเอียดทุกแง่ทุกมุม วันนี้จึงอยากเอาสิ่งที่ถวายท่านนั้นมาเล่าให้พวกเราฟัง เรื่องเหล่านี้เคยพูดผ่าน DMC หลายครั้ง แต่คนละลักษณะ ครั้งนี้ถูกซักหนักหน่อยจึงมีรายละเอียดมาก เสียดายถ้าจะไม่ถึงพวกเรา
เริ่มต้นจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อครูไม่ใหญ่ของพวกเราบวชมาจากวัดปากน้ำ เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงถอดแบบ มาจากวัดปากน้ำ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ และกฎระเบียบที่หลวงปู่วัดปากน้ำ พระผู้ปราบมาร ซึ่งเป็นต้นแบบให้พวกเราสร้างบารมีมาถึงวันนี้ ได้วางเอาไว้ ย้ำว่าไม่ได้มาคิดเองด้วยสติปัญญาของตัวเอง หลวงปู่วางกฎวางระเบียบที่วัดปากน้ำไว้อย่างไรก็ทำตามนั้น
ประการที่สองคือ เมื่อประสบปัญหาก็ไม่ต้องไปไกล ไปกราบสมเด็จพระอุปัชฌาย์ คือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ รวมทั้งพระเถรานุเถระที่เป็นครูบาอาจารย์อยู่ที่วัดปากน้ำเป็นประจำ ท่านก็เมตตาตอบให้ทีละเรื่อง เรื่องแรกที่กราบถวายคือ หลวงปู่เคยสอนคุณยายอาจารย์และพระรุ่นเก่าไว้ว่า เวลาจะทำงานให้พระศาสนา มีความจำเป็นที่จะต้องรวมทีมพุทธบริษัทสี่ให้ได้ คือทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และต้องได้จำนวนมากด้วย
ส่วนที่ไม่มีอย่างภิกษุณีก็ไม่ว่ากัน แต่ส่วนที่มีต้องเอามาให้เต็มที่ หลวงปู่ทำให้ดูแล้วที่วัดปากน้ำ คือรวมพระภิกษุไว้จำนวนมาก รวมอุบาสกอุบาสิกาชนิดที่อยู่ที่บ้าน ซึ่งก็คือผู้นำบุญทั้งหลาย และเมื่อภิกษุณีไม่มี หลวงปู่ก็รวบรวมแม่ชีไว้ สมัยที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ราวปี 2501 ถึง 2502 มีแม่ชีอยู่ประมาณห้าหกร้อยท่าน ซึ่งมิใช่น้อยเลย และยังไม่นับพระกับสามเณร
เรื่องที่รุ่นหลังไม่ค่อยทราบ คือหลวงปู่ปรารภว่าตามวัดต่าง ๆ มีพระมาบวชเยอะ แต่พอออกพรรษาเขาก็สึกไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่รักวัด เวลาวัดมีงานศิษย์เก่าก็ย้อนกลับมาช่วย เขาต้องวางงานทางบ้านมาด้วยความกตัญญู ต่อวัดและครูบาอาจารย์ แต่วัดต่าง ๆ มักหละหลวมไปสองเรื่อง เรื่องแรกคือมาทำงานที่วัดแล้วเหนื่อย ก็ต้องกลับไปกินข้าวที่บ้าน เพราะวัดขาดโรงทาน มาตอนเช้า ถึงกลางวันก็ต้องกลับไปทานข้าวบ้าน
ถ้าต้องกลับไปกินข้าวบ้าน มาช่วยได้ไม่กี่ทีเดี๋ยวก็มีเสียงบ่นจากทางบ้าน โรงทานจึงจำเป็น โรงทานที่หลวงปู่สร้างขึ้นมีสองประโยชน์ คือความสะดวกของพระเณรที่ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการขบฉัน จะได้ทุ่มเทกับการศึกษาและการภาวนา และส่วนที่คนไม่ค่อยรู้กันคือทำให้ศิษย์เก่าที่มาช่วยงานไม่หมดแรง เรื่องที่สองคืออยู่ช่วยงานจนดึกจนดื่นแต่ที่หลับที่นอนเตรียมไม่พอ สมัยนั้นแท็กซี่ก็ไม่ค่อยมีแต่ก็ต้องกลับ สรุปว่าถ้าจะให้ลูกศิษย์ลูกหลานกตัญญูอยู่ เรื่องกินเรื่องนอนเป็นเรื่องใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้
พอลงมือสร้างวัดพระธรรมกาย คุณยายก็ถอดโอวาทที่หลวงปู่ให้ไว้ในโรงงานทำวิชชา มาเป็นข้อปฏิบัติของวัดพระธรรมกายเลย เรื่องนี้ลูกหลานรุ่นหลังมักไม่ค่อยได้ยินกัน คุณยายจึงตั้งโรงทานขึ้นมาและมีต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เป็นโรงครัวเล็ก ๆ ก็ตั้งเตรียมไว้ เพราะใครมาถึงวัดแล้วต้องดูกันให้อิ่ม จะได้ไม่มีความกังวลอะไร
ชี้ให้ดูวิวัฒนาการว่า หลวงปู่บอกว่าถ้าจะให้ลูกศิษย์กตัญญูอยู่กับครูบาอาจารย์ เรื่องกินเรื่องนอนต้องเรียบร้อย เรื่องกินจึงกลายเป็นว่าโรงทานโรงครัวต้องเกิด ไม่เกิดไม่ได้ และเมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีนโยบายรองรับ คือมาร้อยก็เลี้ยงให้ได้ทั้งร้อย มาล้านก็เลี้ยงให้ได้ทั้งล้าน เรื่องนี้เคยเล่าให้พวกเราฟังบ่อย แต่เบื้องหลังที่มายังไม่ได้บอก วันนี้จึงมาเติมส่วนที่ตกหล่นให้เต็ม
คุณยายกำเนิดโรงทานเอาไว้แล้วสั่งฝากไว้ด้วยว่า ให้รักษาให้ดีและอย่าให้ใครเข้ามาขายของขายอาหารในนี้ เพราะบุญที่ยายจะพึงได้และบุญของพวกเราจะถูกตัดตอนไป บรรยากาศของบุญจะหาย บรรยากาศของการค้าจะเข้ามาแทน และบรรยากาศการปฏิบัติธรรมของคนทั้งวัดจะหย่อนไปเหมือนหลาย ๆ วัด ท่านให้ช่วยกันจดบันทึกไว้ ตั้งวัดมา 42 ปี จึงไม่ยอมให้มีการเอาอาหารเข้ามาขายกัน มีแต่เอามาเลี้ยงกัน เป็นนโยบายที่ขอให้รักษาไว้ให้ดี
ตอนเริ่มสร้างวัดยังไม่ได้ประกาศว่าเป็นวัด ใช้ชื่อว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม พูดง่าย ๆ คือสำนักสงฆ์ ไม่มีสมบัติไม่มีอาคาร มาสิบคนก็พอหาที่นอนได้ พอเป็นร้อยก็ลำบาก อบรมธรรมทายาทแต่ละปีก็เป็นร้อย ถึงวันกลับมาเยี่ยมบ้านเก่าก็ค้างกันจำนวนมาก อาคารที่ใหญ่ที่สุดในสิบปีแรกคืออาคารจาตุมหาราชที่นั่งฟังกันอยู่ จุได้สามร้อยกำลังดี เบียดสุด ๆ ได้สี่ร้อยก็แทบขยับไม่ได้ ทางออกคือสมบัติที่ปู่ย่าตาทวดทิ้งไว้ให้ คือกลด จึงสะสมกลดไว้เป็นสิบเป็นร้อยเป็นพัน แม้ไม่มีอาคารนอนและเวลาจัดงานยังต้องกางเต็นท์ กลดก็เป็นคำตอบ ทำให้ที่กินที่นอนเรียบร้อย จึงรวมพุทธบริษัทสี่ได้ระดับหนึ่ง
เวลารวมพุทธบริษัทสี่ให้มาเข้าวัดปฏิบัติธรรม หลวงปู่สั่งไว้ด้วยว่ารวมด้วยอะไร ท่านเตือนแล้วเตือนอีกว่า ห้ามรวมด้วยอบายมุข เพราะเวลาเขารวมให้ญาติโยมไปวัดกัน ก็มักจัดลูกทุ่ง ลูกกรุง ลิเก โนราห์ คือรวมกันด้วยมหรสพ ด้วยหนัง ซึ่งเข้าข่ายรวมด้วยอบายมุข ฝ่ายเราเรื่องกินเรื่องนอนจบแล้ว เพราะโรงทานก็จัดไว้ กลดก็จัดไว้ แต่การรวมคนรวมสมาชิกต้องไม่ใช้อบายมุข โดยการปฏิบัติเราไม่ได้ทำเลย แต่ถ้าไม่พูดไว้เดี๋ยวจะเข้าใจว่าหลวงพ่อไม่เห็นว่าอะไร
เมื่อวันแรกที่มีทีวีเกิดขึ้นในประเทศไทย มีผู้เอาทีวีมาให้หลวงปู่ดูที่วัดปากน้ำ เพราะถือเป็นนวัตกรรมใหม่ อันยอดเยี่ยม หัวค่ำมีข่าวท่านก็ดู แต่พอสามทุ่มมีละคร หลวงปู่ตบเข่าแล้วพูดว่าชิบหายใหญ่แล้ว ทุกคนในที่ประชุมเงียบหมด เพราะธรรมดาหลวงปู่พูดเพราะ วันนั้นเหมือนฟ้าผ่ามากลางเที่ยง เมื่อมีคนไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านตอบว่าอบายมุขมันเข้าไปถึงห้องนอนได้แล้ว แต่พระยังเทศน์อยู่ในศาลาวัด อย่างนี้แพ้แล้ว เท่ากับเป็นการเตือนโดยปริยายว่าท่านไม่อยากให้อบายมุขเข้าวัด แล้วนี่มันเข้าถึงห้องนอน
ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่เริ่มสร้างวัด คุณยายก็ตราเป็นกฎเอาไว้ว่าอย่าเอาอบายมุขเข้าวัด ห้ามเด็ดขาด เรื่องหนัง ละคร การพนัน ไม่ต้องมาคุยกันในวัดพระธรรมกาย และการรวมคนที่วัดอย่าเอาอบายมุขเป็นตัวล่อ เหมือนบางแห่งที่พลาดไปทำกัน วันนี้ถือว่ารับทั้งของหลวงปู่ ของคุณยาย และของหลวงพ่อ ฝากถึงวัดสาขาของเราที่มีอยู่ทั่วโลกอีก 70 วัดให้รับรู้ด้วย เมื่อไม่รวมด้วยอบายมุขแล้วจะรวมด้วยอะไร คำตอบคือรวมด้วยธรรมะ รวมโดยธรรม
รวมโดยธรรมคือการเทศน์และการลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง รักษาศีลกันจริงจัง ทำบุญทำทานจริงจัง เมื่อกราบถวายอย่างนี้ พระเถระก็ย้อนถามว่าที่อื่นเขาก็ทำกันอย่างนี้ไม่ใช่หรือ ซึ่งก็จริง และที่อื่นที่ไม่รวมด้วยอบายมุขก็มี แล้วทำไมของเรายังขยายงานออกไปถึงต่างประเทศได้ ท่านถามเพื่อจะได้หลักธรรมไปช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างออกไป เมื่อท่านถามโดยธรรม ลูกก็ต้องตอบโดยธรรม
หลวงพ่อหนักใจที่จะตอบ เพราะเรื่องทานท่านรู้ยิ่งกว่า เรื่องรักษาศีลท่านเป็นมหาเถระและเป็นอาจารย์ ของหลวงพ่อเอง เรื่องการเทศน์ก็ศึกษามาจากท่าน เรื่องธรรมภาวนาก็เรียนมาจากวัดปากน้ำ จึงต้องตอบชัด ๆ ว่าเรื่องธรรมะต่าง ๆ ลอกเอามาจากวัดปากน้ำทั้งหมด ไม่ได้มีปัญญาไปคิดเอง ท่านก็ซักต่อว่าแล้วอะไรที่ทำให้พิเศษขึ้นมา ก็ต้องควักใจตอบว่านโยบายในการสร้างวัด ทั้งเรื่องภาวนาและภาคปริยัติ นักธรรมบาลี ล้วนเป็นหลักสูตรของคณะสงฆ์ทั้งหมด ถ้าจะมีต่างก็คือเรื่องเดียว
สิ่งที่ต่างคือการเทศน์การสอนทั้งหมดมุ่งไปสู่การปลูกฝังนิสัย ย้ำว่าอย่ามองข้ามจุดนี้ คือมิใช่เทศน์เพียงให้รู้ แต่เทศน์เพื่อให้เอาไปทำ และมิใช่ทำเป็นครั้งคราว แต่ให้ทำจนเป็นนิสัย
ท่านซักหนักขึ้นว่าเทศน์ให้เอาไปทำจนเป็นนิสัยนั้นทำอย่างไร หลวงพ่อต้องอึ้งเป็นช่วง ๆ เพราะท่านต้องการคำตอบอย่างจริงจัง จึงกราบถวายว่า สมมติทุกวัดอยากได้ลูกศิษย์และชาวพุทธที่มีวินัย เพราะเดี๋ยวนี้วินัยไม่ค่อยจะดี และอยากให้มีความอดทน เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอรหันต์ชุดใหญ่ เมื่อวันมาฆบูชาเป็นคำแรกว่า ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา คือความอดทนเป็นอุปกรณ์ในการเผาบาปอย่างยิ่ง ให้พระอรหันต์ไปสอนชาวโลกข้อแรกก็คือให้อดทนกัน
ปัจจุบันได้ยินว่าลูกไม่ค่อยเคารพพ่อแม่ ศิษย์ไม่ค่อยเคารพครูที่โรงเรียน ประชาชนห่างเหินวัด จนไม่ค่อยเคารพพระ สิ่งที่อยากได้จึงหนีไม่พ้นความมีวินัย ความอดทน และความเคารพ ท่านซักต่อว่าแล้วทำอย่างไร ตรงนี้คือความยาก เพราะอะไรที่ก้าวเข้าสู่ภาคปฏิบัติ ถ้าไม่ได้ทำอย่างจริงจังมากับมือก็ตอบไม่ได้ หรือแม้ตอบได้ขั้นตอนก็จะหลุด จุดที่ฝึกวินัยของวัดพระธรรมกายเริ่มจากอาคารจาตุมหาราชหลังนี้ ที่คุณยายลงมานำฝึกอย่างหนัก ตอนที่สมัยเริ่มแรกมีอาคารอยู่หลังเดียว วันนี้จึงขอถือโอกาสเอามาเล่าให้ฟัง รับรองไม่ใช่ฉายหนังซ้ำ
กราบถวายท่านว่าเมื่อเริ่มสร้างวัด คุณยายเริ่มฝึกวินัยขั้นต้นด้วยการรักษาความสะอาด แล้วต่อด้วยความเป็นระเบียบ ความสุภาพ และความตรงต่อเวลา สี่เรื่องนี้เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้สร้างวัดและสร้างคนมาถึงปัจจุบัน ไม่ได้เสกไม่ได้เป่า ไม่ได้รดน้ำมนต์อะไร ถ้าจะมีก็คือแจกผ้าขี้ริ้ว ส่งไม้กวาดถึงมือ และส่งแปรงขัดให้ถึงมือ
หลักการคือฝึกงานสี่อย่างนี้ที่วัดพระธรรมกาย แล้วเคี่ยวเข็นให้เขากลับไปทำถึงบ้านด้วย ไม่ได้บังคับว่าต้องกลับไปทำที่บ้าน แต่มาถึงวัดนี่เคี่ยวเข็นกันอย่างหนักเพื่อให้กลายเป็นนิสัย ทั้งผู้ที่มาบวชและผู้ที่มาอบรมธรรมทายาท ทั้งชายและหญิง ทั้งรุ่นเล็กรุ่นกลางรุ่นใหญ่ ย้ำว่าถ้าไม่ได้ทำจริง ๆ กับมือมาก่อน เมื่อถูกพระเถระซักหลวงพ่อก็คงสอบตก
นึกภาพตอนเริ่มให้ญาติโยมที่มาวัดช่วยกันทำความสะอาด แค่บอกก็ยังไม่ค่อยมีคนขยับ เสียงตอบรับไม่เต็มศาลาซึ่งจุได้สามสี่ร้อยคน มีเพียงไม่กี่สิบเสียง แสดงว่าการเทศน์ยังไม่ได้ผล จึงบอกว่าวิธีประเมินผลการเทศน์ต้องมีให้ดี เพราะถ้าไม่ประเมินผลก็ไม่รู้ว่าการเทศน์ การสอน การอบรม การทำงานนั้นได้ผลหรือไม่ โบราณเขาประเมินจากเสียงสาธุที่ดังลั่นศาลาเมื่อเทศน์จบ แต่ถ้ามาใช้สมัยนี้ที่มีหน้าม้าก็คงใช้ไม่ได้
อีกวิธีหนึ่งคือดูปัจจัยถวายมากน้อย แต่ถ้าผู้มีฐานะมาวันนั้นมากก็ได้มาก ถ้าเด็ก ๆ มาก็ไม่ค่อยมี จึงไม่แฟร์กับผู้เทศน์ ที่วัดเราคุณยายเป็นผู้ให้วิธีประเมินขั้นต้น สมัยนั้นหลวงพ่อเทศน์บ่ายโมงถึงสามโมง แล้วเปิดโอกาสให้ซักถาม พอประมาณบ่ายสองโมงสี่สิบห้า คุณยายก็เริ่มระดมคนที่คุ้นวัด นำไปขัดห้องน้ำเอง ไม่ต้องรอให้สรุปการเทศน์ ท่านชวนว่าถ้าไม่ขัดห้องน้ำกันตอนนี้ จะรอให้พระขัดให้หรืออย่างไร เดี๋ยวจะบาป
ตอนนั้นคนคุมเสียงต้องเปิดไมค์ให้ดังหน่อย คนที่ไปขัดห้องน้ำจึงได้ยินเสียงเทศน์และการตอบปัญหา ทุกคนได้ฟังเท่ากันแต่ได้บำเพ็ญประโยชน์ด้วย คนที่ลุกไปประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง ส่วนคนที่อยู่บนศาลาก็เชิญให้กวาดให้ถู ซึ่งยากจริง ๆ เพราะพอสี่โมงคนก็กระสับกระส่ายจะกลับ แค่ให้กวาดยังไม่อยากกวาด ทั้งที่คนละไม้คนละมือก็เสร็จ แต่ไม่มีที่ไหนเขาทำ เราเป็นผู้เริ่มทำ ความร่วมมือจึงยังไม่ได้ กุศโลบายคือติดต่อผ่านสมาชิกที่ทำงานการบินไทย ขอผ้าเย็นที่ใช้แล้วบนเครื่อง มาเย็บซ้อนให้หนาไว้เช็ดเสื่อ แล้วเตรียมถังน้ำ กะละมังน้ำ และผ้าไว้ให้พร้อม
วางผ้าเช็ดไว้ก็ไม่ค่อยมีใครอยากหยิบ วางไม้กวาดไว้ก็ไม่ค่อยมีคนอยากจับ เหมือนคนตาดีแต่กะตาไม่ดี สายตากลายเป็นมองไปสุดขอบฟ้าแทน ทั้งที่เมื่อเช้าเพิ่งได้นั่งเสื่อผืนนั้น พอให้เก็บเองก็เก็บไม่ได้ อย่างนี้แสดงว่าการเทศน์ไม่ได้ผล เจ็บที่ว่าไม่ได้ผลแต่ต้องยอมรับ นี่คือการประเมิน ถ้าไม่เล่าไว้ ข้างหน้าจะประเมินไม่เป็น จึงแก้ด้วยการตามนักศึกษาทั้งหญิงทั้งชาย ที่แข็งแรงหน่อยมาซักผ้าขี้ริ้วให้
ขั้นต้นพวกที่จะกวาด ถ้าวางไม้กวาดไว้เฉย ๆ มันก็ไม่โดดเข้ามือใคร ต้องมีคนถือไม้กวาดส่งให้ และยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูจนกวาดเสร็จ แต่พอกวาดเสร็จคนก็หายวับไป ส่วนผ้าขี้ริ้วที่ซักแล้ววางไว้ที่หัวเสื่อ ก็ไม่ติดมือใครเหมือนกัน
เพราะมือไม่มีแม่เหล็ก จึงต้องมีคนนั่งคุกเข่าเป็นแถวคอยส่งผ้าถึงมือตอนที่คนจะลุกจากเสื่อ พอผ้าถึงมือก็ได้เช็ดเสื่อกัน การเช็ดเสื่อต้องเช็ดสองคน คนหนึ่งเช็ดด้านในแล้วม้วนตามไป อีกคนเช็ดด้านนอกเช็ดไปเรื่อย ๆ จนสุดผืน เสื่อจึงสะอาดจริงทั้งสองด้าน มีอะไรหกอะไรเปื้อนก็เช็ดหมด เสื่อผืนยาวที่ปูเป็นทางให้พระธุดงค์เดินนั้น ใช้มาจะเข้ายี่สิบปีแล้วยังใหม่อยู่
ห้องน้ำคุณยายนำเอง กวาดศาลาก็ต้องเตรียมไม้กวาดและเตรียมคนถือส่งถึงมือ เพราะยังไม่เป็นนิสัย บางคนอยากทำแต่ติดว่าที่บ้านมีคนใช้ทำ กลัวถูกมองว่ามาทำงานคนใช้แล้วจะเสียศักดิ์ศรี ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้สะอาด จึงต้องมาเทศน์เรื่องนี้อยู่หลายเวลา ต่อจากนั้นก็ไม่มีใครรังเกียจ ไม่ถึงปีก็ค่อย ๆ ได้มา ได้ชุดกวาดศาลา ชุดเช็ดเสื่อ ชุดถูศาลา จนนิสัยรักความสะอาดเกิดขึ้น อีกอย่างคือก่อนบ่ายสามโมง คุณยายให้ลูกหลานที่คุ้นวัดไปช่วยล้างถ้วยล้างจานให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง ครบชั่วโมงก็ลงมือขัดห้องน้ำโดยคุณยายลงเอง เมื่อครูบาอาจารย์ลงเองการถือทิฐิของใครก็ไม่มี ส่วนการปัดกวาดเช็ดถูข้างบนศาลาหลวงพ่อดูแล ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเป็นปี
การประเมินผลของการเทศน์การสอนจึงอยู่ที่ความสะอาดของวัด อันเกิดจากน้ำมือของพวกเราที่มาฟังเทศน์ และมาปฏิบัติธรรม มิได้ประเมินจากปัจจัยที่ถวาย มิได้ประเมินจากเสียงสาธุ และมิได้ประเมินจากกระดาษที่ให้กรอกข้อความ ยังไม่พอ ใครเข้าไปในครัวคุณยายก็จะฝึกความสะอาดอีก ท่านชี้ให้ดูว่าครัวทั่วไปมักมีกลิ่นอับจากเขียง แต่ครัวในวัดพระธรรมกายที่คุณยายดูแลไม่มีกลิ่น เพราะยายใช้เขียงเสร็จก็ล้างทันทีแล้วเอาไปผึ่งแดด ไม่ยอมให้ชื้นค้างไว้ กลิ่นในครัวต้องสะอาดเหมือนห้องอื่น จนเดินผ่านก็ไม่รู้ว่าเป็นครัว
เรื่องความเป็นระเบียบ คุณยายจะจัดระเบียบให้ดู เวลาจัดข้าวของในครัวท่านใช้คำว่า ถ้วย ชาม ช้อน จาน จับมันเรียงพี่เรียงน้องให้ดี คือใบเล็กใบใหญ่จับเรียงให้เป็นลำดับ นอกจากนี้ยายยังสั่งว่าทุกคนรักดี คนที่มาวัดเพราะเขารักดีและรู้ตัวว่าไม่รู้จึงมาให้สอน ท่านจึงขอกับพระทุกรูปว่าเขาผิดเขาพลาด จะดุจะว่าจะสอนกันไปก็ได้ แต่อย่าไปด่าเขา หลวงพ่อจึงเคร่งครัดไม่ด่าใคร ส่วนเรื่องตรงต่อเวลายายก็เข้มงวดกวดขัน
พระเถระถามต่อว่าที่วัดท่านก็ทำ วัดท่านสะอาดในระดับหนึ่ง ความเป็นระเบียบท่านก็ทำ พระในวัดไม่สุภาพท่านก็ไม่ยอม ความตรงต่อเวลาท่านก็ประกันของท่านได้ แต่ประกันได้เฉพาะพระเณรในวัดท่าน ส่วนญาติโยมยังประกันไม่ได้ จึงถามว่าทำอย่างไรญาติโยมจำนวนมากจึงทำได้ นี่คือความยากอีกอัน หลวงพ่อจึงถวายท่านว่า ถ้าเพียงบอกให้ทำความสะอาดบางทีเขาก็ไม่เต็มใจ ต้องชี้ให้เห็นโทษของความสกปรก โทษของความไม่เป็นระเบียบ โทษของความไม่สุภาพ และโทษของความไม่ตรงต่อเวลา จะเป็นแรงกระตุ้นให้รักที่จะทำ และไม่ใช่ทำเฉพาะในวัดหรือทำเป็นครั้งคราว แต่กลับไปบ้านก็ทำจนเป็นนิสัย
ชี้ให้พระเถระดูเส้นทางของความสกปรก คนที่มาอยู่วัดถูกเคี่ยวเข็นกันทุกคนรวมทั้งเด็กวัด เด็กวัดรุ่นแรก ๆ อยู่ห้าปีก็ยังได้บวชน้อย บางท่านสิบปียังไม่ได้บวช ฝึกกันอย่างนั้น คุณยายฝึกความสะอาดและชี้โทษของความสกปรกไว้ชัดเจนหมด ส่วนหลวงพ่อมีหน้าที่นำมาขยายความ ใครมาค้างที่วัดพระธรรมกายแล้วเก็บกลดไม่เรียบร้อยหรือม้วนเสื่อไม่เรียบร้อย คุณยายก็จัดการเรียกมาอบรมเรียบร้อยหมด ระหว่างเล่าหลวงพ่อทักว่าจะสามทุ่มแล้วแต่ก็เล่าต่อ
คุณยายชี้ประเด็นว่า ที่ไหนมีความสกปรก ที่นั่นจะต้องมีการฆ่า คือการฆ่าสัตว์ ให้ช่วยจดไว้ และที่ไหนไร้ระเบียบ นอกจากของจะเสียหายและหายไปแล้ว ยังเป็นที่มาของการลักขโมย และการไม่รับผิดชอบต่อทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติจะหมดไปก็เพราะความไม่เป็นระเบียบนี่เอง
ยายสั่งนักสั่งหนาว่าพวกที่ไม่สุภาพ เมื่อปนเข้ามาในหมู่คณะเมื่อไรเรื่องชู้สาวจะเกิด คือการผิดศีลข้อที่สาม เพราะคนไม่สุภาพจะพูดไม่สุภาพ แต่งตัวไม่สุภาพ มีอาการไม่สุภาพ ตอนนั้นหลวงพ่อยังโยงไม่ถึงว่าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อครูบาอาจารย์ที่ผ่านโลกมาก่อน ยายจึงสั่งว่าใครค้างวัดให้ถือศีลแปดดีที่สุด ครูไม่ใหญ่ก็มาจี้เรื่องนี้ด้วย ชุดขาวช่วยให้ดูสะอาด ดูเป็นระเบียบ และบังคับให้สุภาพง่ายขึ้น บรรยากาศการปฏิบัติธรรมก็จะเกิด อาการคึกคะนอง กระทืบปึงปัง โยนของโครมคราม แต่งตัวไม่เหมาะไม่สม หรือมาแหกปากร้องเพลงกันในวัดก็คือไม่สุภาพ ยกเว้นเพลงธรรมะที่ให้เด็กร้อง
ที่ไหนไม่ตรงต่อเวลา ที่นั่นจะต้องมีการพูดเท็จพูดโกหก จำไว้เลย เพราะต้องผัดผ่อน และการผัดผ่อนก็ต้องมีข้ออ้างแก้ตัว มันเป็นสายรับกันอยู่ คุณยายพูดไว้รวม ๆ ไม่ละเอียด หน้าที่ของลูกหลานคือต้องโยงหาเหตุให้เจอเอง หลวงพ่อก็โยงเอง ได้ทีละก้าวสองก้าว เพราะยังไม่ได้เป็นอัจฉริยะ ต้องฝึกกันไป
ตรงนี้ยายไม่ได้พูดอธิบาย แต่สั่งให้ทำ คือเก็บที่นอนให้ดี ม้วนเสื่อให้ดี ไม่งั้นเดี๋ยวศีลจะเอาไม่อยู่สักข้อ ยายพูดแบบสรุป หลวงพ่อจึงมาจับแยกให้เห็นภาพ ว่าคืนหนึ่งที่เรานอนแล้วเหงื่อออก เหงื่อของมนุษย์จะมีไขมันออกมาด้วย มีโปรตีนติดมาด้วย เศษไขมันเศษโปรตีนเล็ก ๆ นั้นเอากล้องส่องก็ไม่เห็น แต่มันพอจะเป็นอาหารของไรฝุ่นได้
เหงื่อที่ออกคืนเดียวเป็นอาหารไรฝุ่นได้เป็นร้อยเป็นพันตัวโดยเราไม่รู้ แค่เกาหัวไม่กี่ที สะเก็ดที่หลุดตกไปที่ผ้าปูที่นอน มดตัวละเอียดร้อยตัวก็กินไม่หมด ใครนอนแล้วไม่ได้เก็บที่นอนสักเจ็ดวัน หมัดมันจะขึ้น เริ่มคันยุบยิบโดยไม่รู้ว่าอะไรคัน เพราะฉะนั้นปู่ย่าตาทวดจึงสั่งนักสั่งหนาว่านอนแล้วต้องเก็บที่นอน สามวันห้าวันอย่าให้เกิน ต้องเอาไปผึ่งแดดไล่ตัวพวกนี้ และต้องซักด้วย
ไรฝุ่นที่มาเป็นอาหารของมดตัวเล็ก มดตัวเล็กเป็นอาหารของมดตัวกลาง มดตัวกลางเป็นอาหารของมดตัวใหญ่ และมดตัวใหญ่เป็นอาหารของจิ้งจก สุดท้ายก็คันยิบทั้งตัว นอนกึ่งหลับกึ่งตื่นทั้งคืนขณะที่คนอื่นเขาหลับ แค่เหงื่อก็เป็นที่มาของการฆ่าสัตว์เรียบร้อยไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ในครัวก็เหมือนกัน น้ำมันพืชกระเซ็นจากกระทะหยดลงพื้นหยดเดียว มดตัวละเอียดร้อยตัวก็กินไม่หมด
ถ้าใครปัดกวาดเช็ดถูครัวไม่สะอาดจริง ๆ มดจะมา แมลงหวี่ แมลงวัน แมลงสาบจะมา จิ้งจกก็มา หนูก็มา มันมากินกันเป็นทอด ๆ แล้วเจ้าของก็ถือว่าเป็นความผิดของสัตว์พวกนี้ ที่บังอาจมาขึ้นครัวของตน ดีดีทีก็มา ยาเบื่อหนูก็มา ตัวเองสกปรกแต่ไปโทษผู้อื่นว่าไม่ดี กลายเป็นนิสัยมักง่ายและดูเบา ที่น่ากลัวคือทำผิดแล้วโทษให้ผู้อื่น โตขึ้นไปทำงานร่วมกับใครก็ไม่ได้ ไปเป็น อบต. ก็โทษเพื่อน อบต. ไปเป็นข้าราชการหรือนักการเมืองก็โทษฝ่ายตรงข้าม บ้านเมืองวุ่นวายก็มาจากอย่างนี้ สรุปว่าที่ไหนสกปรกที่นั่นต้องฆ่า แม้แต่รอบบ้านหน้าฝนมีหลุมมีบ่อก็ได้ฆ่ายุง
ความไม่เป็นระเบียบ ทำไมยายให้ถ้วย จาน ช้อน ชาม ต้องเรียงพี่เรียงน้อง เพราะถ้าไม่เรียงก็หยิบไม่ง่าย หายไปก็ไม่รู้ ดูก็ไม่งามและหงุดหงิดแทน จะเอาเร็ว ๆ ก็หาไม่เจอ ต้องซื้อใหม่ หรือมั่นใจว่าอยู่ตรงนี้ก็ต้องรื้อต้องงัด ลากออกมาก็พังพอดี เสียเงินจนได้ ที่ไหนไม่จัดระเบียบให้ดี ของก็เสียหายง่ายอายุไม่ยืน ถ้าเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ก็ยังพอว่ากันไป แต่ถ้าเป็นที่ทำงานที่แบ่งเป็นแผนกเป็นกองเป็นหน่วย ของหายาก การเกี่ยงงานก็เริ่มเกิด เพราะต้องกั๊กแรงไว้ส่วนหนึ่งสำหรับค้นของ
เมื่อของหายาก งบประมาณก็ต้องบวกเผื่อไว้จนบางทีเข้าข่ายโกง ถ้าเผื่อไม่ได้ก็ไปหยิบของ จากหน่วยข้าง ๆ โดยคิดว่าขโมยพวกเดียวกันไม่เป็นไร ผลคือการเกี่ยงงาน ข้าวของอายุสั้น และในที่สุดความแตกสามัคคีก็มา ความภูมิใจในงานไม่มี งบประมาณกลายเป็นไม่พอ คนก็เหนื่อยเกินเหตุ ประสิทธิภาพลดหย่อนลงหมดจนไปไม่รอด การอนุโลมขโมยชัดเจนอยู่ตรงนี้ ศีลข้อที่สองจึงขาดได้ง่าย ๆ เพราะงบประมาณก็ใช้เปลือง ข้าวของก็เสื่อมราคาและอายุสั้น
เรื่องความไม่สุภาพต้องพูดตรง ๆ เมื่อก่อนหลวงพ่อนั่งรับแขกบนอาสนะ มีคนเอาของมาถวายก็ต้องรับประเคน ถ้าไม่มองหน้าก็กระไรอยู่ แต่พอมองก็เจอเสื้อคอลึก คนอื่นเห็นก็จะคิดไปต่าง ๆ จึงไปเล่าให้คุณยายฟัง ท่านบอกว่าก็ออกแบบเสื้อเสียสิ จึงเป็นที่มาของการดีไซน์ชุดอุบาสิกาขึ้นมา ที่ไหนไม่สุภาพก็เพราะแต่งกายไม่ค่อยเหมาะไม่ค่อยสม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้คำว่านุ่งชั่วห่มชั่ว ขนาดเป็นพระท่านยังให้นุ่งสบงถึงครึ่งแข้ง ถ้าให้พระนุ่งสบงเหนือหัวเข่าก็ดูไม่จืด จึงขอให้เอากระโปรงลงมาต่ำกว่าหัวเข่าหน่อย เป็นเพื่อนกับพระ
ส่วนมารยาทที่ไม่ดี เช่นเวลาโกรธก็ปิดประตูปึงปัง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่น่าคบ ไปทำงานก็ไม่มีใครอยากทำด้วย แทนที่จะคิดว่าตัวเองผิดพลาดอะไร ก็คิดว่าเขารังเกียจว่าเราไม่หล่อ รังเกียจว่าเราการศึกษาน้อย เราจน เราบ้านนอก ทั้งที่เหตุจริงคือตัวเองไม่สุภาพจนเขาไม่อยากคบ สุดท้ายก็ไปคบและจับคู่กับพวกไม่สุภาพด้วยกัน พวกหนึ่งไม่สุภาพเพราะตึงตังหยาบกระด้าง พวกหนึ่งไม่สุภาพเพราะแต่งตัวไม่ระมัดระวัง ลูกที่เกิดจากคนสองประเภทนี้ก็ก่อปัญหาอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ ครอบครัวแตกแยกมาจากความไม่สุภาพตรงนี้เอง คุณยายอาจารย์จึงให้หลวงพ่อตัดไฟต้นลม เกิดเป็นชุดอุบาสิกาและการขอให้ผู้ที่มาวัดพยายามถือศีลแปดให้ได้
เรื่องไม่ตรงเวลาก็ต้องมีการผัดผ่อน และการผัดผ่อนก็มีข้ออ้างแก้ตัว กี่ข้ออ้างก็เท่ากับกี่คำโกหก ทุกครั้งที่โกหก ความมั่นใจก็ลดลง อย่าดูเบาความมั่นใจที่ลดลงนี้ เพราะเวลานั่งสมาธิ องค์พระหรือดวงแก้วไม่ได้เกิดชัดขึ้นมาทันที เริ่มจากเงา ๆ ทั้งนั้น ถ้าเราวางเฉยและมั่นใจว่าเมื่อก่อนเงา ๆ ก็ไม่มี นี่ของจริงมาแล้ว ก็ไม่มีความสงสัย แต่คนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองจะสงสัยไปหมด สรุปว่าศีลข้อที่สี่ก็พังไปด้วย
คุณยายไม่ได้จำแนกละเอียดอย่างที่หลวงพ่อจำแนก ท่านพูดรวม ๆ ว่าถ้าสิ่งเหล่านี้ทำไม่ดีศีลจะรักษาไม่อยู่ ยายเคยเล่าว่าเวลาหลวงพ่อเทศน์ให้เขารักษาศีลกันให้ดี มีคนบอกว่ายุคนี้มันรักษาไม่ได้หรอก เพราะแค่ในครัวก็ต้องใช้ดีดีทีฉีดยาฆ่าแมลงแล้ว จะไปรักษาศีลได้อย่างไร สมัยนั้นหลวงพ่อยังหาคำอธิบายที่ชัดเจนอย่างนี้ไม่ได้ แต่เมื่อพระเถระถามจี้ก็เหมือนไหลออกมาได้เอง จึงเล่าให้ท่านฟังว่าเราแจงกันมาอย่างนี้ เท่าที่สติปัญญาในแต่ละช่วงที่เรามี
ลูกศิษย์ที่มาวัดพระธรรมกายจากพื้นฐานตรงนี้จึงได้นิสัย ได้ความละเอียด ได้ความช่างสังเกต และที่สำคัญคือการรู้จักเอาใจเขาใส่ใจเรา เพราะใครได้ทำความสะอาดและจัดระเบียบเป็นประจำ จะรู้ว่าเปื้อนแต่ละครั้งเช็ดยาก จึงไม่ไปทำเหตุเอง ความเอาใจเขาใส่ใจเราทำให้เกิดความระมัดระวังตัว พอระมัดระวังตัวก็คือควบคุมตัวเองได้ นั่นคือที่มาของความมีวินัย จากการฝึกให้รักความสะอาด รักระเบียบ รักสุภาพ รักตรงเวลา กลายเป็นรักการควบคุมตัวเอง แล้วกลายเป็นมีวินัย ความมีวินัยไม่ได้ตกมาจากท้องฟ้า แต่เกิดจากไม้กวาดที่เรากวาดพื้น ผ้าขี้ริ้วที่เราช่วยกันเช็ด ถ้วยจานช้อนชามที่เราช่วยกันล้าง รองเท้าที่เราช่วยกันจัดระเบียบ จนวันนี้จัดงานคนเป็นแสนก็ยังรักษาเวลาได้ ผู้ที่มาจึงรักที่จะมางานวัดพระธรรมกาย
ย้ำว่าการจะได้วินัยอย่างนี้ต้องทำกับมือ ถ้าใช้คนอื่นทำ จะรักความสะอาดได้แต่ไม่ได้ความมีวินัย เพราะมาไม่ถึงจุดเอาใจเขาใส่ใจเรา และไม่มีการเคี่ยวเข็นตัวเองให้ระมัดระวัง ยิ่งถ้าฐานะดีเคยใช้แต่คนใช้แล้วยังดูถูกคนที่มีวินัยด้วย ชาตินี้ก็ไม่ได้วินัย ความอดทนก็ไม่ได้ แล้วความอดทนของมนุษย์เกิดจากไหน คำตอบคือมาที่เดียวกับความสะอาดและความมีวินัย เพราะความมีวินัยทำให้ควบคุมตัวเองได้ ทำมากเข้าก็เห็นคุณค่าของงานที่เราทำ เห็นคุณค่าของความสะอาดว่ามันโล่งโปร่งเบา เห็นคุณค่าของความเป็นระเบียบว่ารองเท้าเป็นพันเป็นหมื่นคู่ เรียงพี่เรียงน้องแล้วสบายตาสบายใจ อารมณ์หงุดหงิดไม่มี พร้อมจะพูดและทำทุกอย่างสุภาพ
ความตรงเวลาก็จะมาเอง เพราะไม่ต้องหงุดหงิดค้นหาอะไร ยิ่งเห็นคุณค่าของความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความสุภาพ และความตรงเวลาแล้ว ก็จะรักที่จะทำอะไรกับมือ เพราะให้คนอื่นทำก็ยากจะได้อย่างที่เราทำ ทำจนชำนาญกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่พอเหมาะก็เกิดขึ้นมาแล้ว แต่คนที่เคยแต่สั่งคนใช้ รู้ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไปทำเองไม่ได้ ทำแล้วก็หงุดหงิดและเหนื่อย ถ้าไม่ฝืนทำจนกล้ามเนื้อและความชำนาญเกิดขึ้น
เมื่อได้ทำให้ผู้มีพระคุณได้ใช้ ก็เกิดความรู้สึกภูมิใจว่าได้ตอบแทนพระคุณท่านที่ค้างมานาน ครั้งนี้ได้ทำให้ท่านเต็มที่ จึงเห็นคุณค่าและรักที่จะทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป กลายเป็นความทรหดอดทนขึ้นมาโดยปริยาย แต่ต้องเห็นคุณค่าก่อน ถ้ายังไม่เห็นคุณค่าก็เหมือนคนใช้ที่ทำงานเพราะเห็นแก่เงินเห็นแก่ค่าจ้าง ต่างกับเจ้าของที่อยากทำ ทำแล้วสบายใจ ได้เหงื่อได้ออกกำลัง และภูมิใจว่าแม่ได้ใช้ พ่อได้ใช้ ปู่ย่าตาทวดได้ใช้ ครูบาอาจารย์และผู้ที่เคารพนับถือมาบ้าน ก็ได้ทำให้ท่านได้ใช้กับมือ ใจจึงพร้อมที่จะอดทนและไม่ต้องการให้ใครทำแทน
จากที่อยากจะทำเอง ก็เพิ่มขึ้นเป็นอัตตาหิ อัตตโน นาโถ คือพึ่งตนเอง และอยากเห็นทุกคนพึ่งตนเองแบบเดียวกัน การดูถูกกันจึงไม่มี ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเกิดขึ้นเป็นวินัยยิ่งขึ้น ความอดทนก็ค่อย ๆ ไหลออกมาอย่างนี้ แต่ถ้ายังมองไม่เห็นคุณค่า และยังมองพระคุณของผู้ที่มีพระคุณไม่ออกจนอยากทำอะไรตอบแทนท่าน ความอดทนก็ยากจะเกิด ฝากเอาไปคิด