พระเจ้าพิมพิสาร
tag ที่มักมาด้วยกัน:
โชติกเศรษฐี
ภรรยาโชติกเศรษฐี
ปราสาทแก้วมณี
อชาตศัตรู
ยักษ์เฝ้าซุ้มประตู
ต้นกัลปพฤกษ์
ดวงแก้วมณีเรืองแสง
สมบัติจักรพรรดิ
-
1:25:39
ท้าวสักกะเนรมิตปราสาทแก้วเจ็ดชั้น ขุมทรัพย์สี่ขุม และยักษ์เจ็ดตนเฝ้าซุ้มประตู
เล่าว่าเมื่อโชติกะเติบโต คนทั้งหลายถากถางพื้นที่จะสร้างบ้านให้ ทำให้บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะเกิดอาการร้อนด้วยเดชแห่งบุญของท่าน ท้าวสักกะดำริว่าบ้านที่พวกเขาจะสร้างไม่เหมาะสมกับบุญของโชติกะ จึงเสด็จลงมาเนรมิตปราสาทแก้วเจ็ดชั้นล้วนแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ กำแพงแก้วเจ็ดชั้น ต้นกัลปพฤกษ์จำนวนมาก และขุมทรัพย์ใหญ่สี่ขุมไว้ที่มุมทั้งสี่ของปราสาท ที่ซุ้มประตูทั้งเจ็ดมอบให้ยักษ์เจ็ดตนพร้อมบริวารรักษา ซุ้มแรกหัวหน้ายักษ์กับบริวารหนึ่งพัน ซุ้มที่สองสองพัน ไปจนถึงซุ้มที่เจ็ดเจ็ดพัน เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวจึงส่งฉัตรเศรษฐีไปมอบให้ ท่านจึงได้รับตำแหน่งเศรษฐีชื่อโชติกเศรษฐีตั้งแต่นั้นมา
-
1:29:07
มหาชนมาขนผ้าและทรัพย์จากขุมทรัพย์หนึ่งคาวุตที่ไม่พร่องแม้องคุลีเดียว
เล่าว่าคนทั้งหลายพากันเทียมเกวียนค้างแรมมาดูสมบัติของโชติกเศรษฐีทุกวันอย่างมากมาย ท่านสั่งให้บริวารหุงข้าวด้วยข้าวสารที่ภรรยานำมาจากอุตตรกุรุทวีปแจกให้ทุกคนรับประทาน แล้วบอกให้รับเอาผ้าและเครื่องประดับจากต้นกัลปพฤกษ์ และสั่งให้เปิดขุมทรัพย์ที่มีขนาดหนึ่งคาวุตหรือสี่กิโลเมตร อนุญาตให้นำทรัพย์ไปให้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพตามสบาย เมื่อคนขนทรัพย์ไปปากขุมทรัพย์ก็ไม่พร่องลงไปแม้เพียงองคุลีเดียว มหาชนจากทุกสารทิศมาขนผ้าอาภรณ์และทรัพย์ไปตามความปรารถนา นับวันคนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แม้พระเจ้าพิมพิสารก็ปรารถนาจะทอดพระเนตรสมบัติของโชติกะ แต่เมื่อคนยังมากอยู่จึงต้องรอคอยโอกาสต่อไป
-
1:13:16
สารคดี: พระเจ้าพิมพิสารเสด็จชมปราสาทแก้ว และอชาตศัตรูคิดจะยึด
สารคดีเล่าว่าเมื่อผู้คนที่มาชมสมบัติของท่านโชติกเศรษฐีน้อยลง พระเจ้าพิมพิสารจึงเสด็จไปพร้อมข้าราชบริพาร เมื่อถึงซุ้มประตูที่หนึ่ง หญิงรับใช้ถวายมือให้พระราชาเพื่อนำเสด็จ แต่พระองค์ทรงละอายเพราะเข้าพระทัยว่าเป็นภรรยาของเศรษฐี จึงไม่วางพระหัตถ์บนแขนของนาง และเป็นอย่างนี้ทุกประตู เมื่อถึงหน้าปราสาท พื้นที่ประดับด้วยแก้วมณีปรากฏเหมือนเหวที่ลึก พระราชาทรงแคลงพระทัยว่าเศรษฐีขุดบ่อล่อให้ตกลงไป เศรษฐีจึงกราบทูลว่าไม่ใช่บ่อแล้วเดินนำเสด็จเอง ในครั้งนั้นพระราชกุมารอชาตศัตรูซึ่งยังทรงพระเยาว์ตามเสด็จมาด้วย เมื่อเห็นสมบัติก็ทรงดำริว่าพระบิดาเป็นถึงพระราชาแต่ประทับในพระราชมณเฑียรที่ทำด้วยไม้ ขณะที่คหบดียังได้อยู่ปราสาทแก้วเจ็ดประการ จึงตั้งใจว่าเมื่อได้เป็นพระราชาจะยึดเอาปราสาทนี้มาเป็นของตน
-
1:15:45
ข้าวปายาสเปียกในภาชนะทองคำที่ใช้ให้ความร้อน และอาหารที่ไม่มีวันหมด
เล่าว่าเมื่อถึงเวลาเสวย คนรับใช้ตักข้าวปายาสเปียกใส่ภาชนะทองคำวางไว้ตรงหน้าพระราชา พระองค์ทรงเริ่มจะเสวยเพราะคิดว่าเป็นอาหาร เศรษฐีจึงทูลห้ามว่านี่ไม่ใช่อาหารแต่เป็นข้าวปายาสเปียกสำหรับให้ความร้อน แล้วจึงตักอาหารใส่ภาชนะทองคำอีกใบวางบนถาดนั้น และแนะนำการเสวยด้วยไออุ่นที่ฟุ้งขึ้นมา พระราชาเสวยอาหารรสแปลกใหม่จนเพลิดเพลิน เศรษฐีต้องกราบทูลว่าเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว เพราะจะย่อยไม่ได้และจะเกิดความอึดอัด เมื่อพระราชาเสวยเสร็จ ข้าราชบริพารก็รับประทานอาหารนั้นต่อ ซึ่งแม้ทุกคนกินหมดแล้วก็ยังปรากฏเต็มภาชนะอยู่เช่นเดิม
-
1:23:48
โชติกเศรษฐีตอนสอง: พระเจ้าพิมพิสารเสด็จเยี่ยม พื้นปราสาทแก้วมณีดูเหมือนเหวลึก
เล่าเรื่องโชติกเศรษฐีผู้มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่องตอนที่สอง ว่าเมื่อคนทั้งหลายน้อยลงแล้ว พระเจ้าพิมพิสารจึงเสด็จไปพร้อมข้าราชบริพาร เมื่อถึงซุ้มประตูที่หนึ่งหญิงรับใช้ถวายมือให้เพื่อนำเสด็จเข้าไป แต่พระราชาทรงละอายเพราะเข้าพระทัยว่าเป็นภรรยาของเศรษฐี จึงไม่วางพระหัตถ์บนแขนของนาง แม้ประตูต่อ ๆ ไปก็ทรงเข้าพระทัยเช่นนั้น เมื่อถึงหน้าปราสาทโชติกเศรษฐีออกมาต้อนรับ แต่พื้นปราสาทที่ประดับด้วยแก้วมณีปรากฏเหมือนเหวลึก พระราชาทรงแคลงพระทัยว่าเศรษฐีขุดบ่อล่อให้ตกลงไป เศรษฐีจึงกราบทูลว่านี้ไม่ใช่บ่อแล้วนำเสด็จด้วยตนเอง
-
1:25:44
อชาตศัตรูคิดจะยึดปราสาท และข้าวปายาสเปียกกับอาหารที่ตักไม่พร่อง
เล่าว่าพระราชกุมารอชาตศัตรูซึ่งยังทรงพระเยาว์ตามเสด็จไปด้วย เมื่อเห็นสมบัติก็ทรงดำริว่าทูลกระหม่อมของเราเป็นคนเขลาหรือ แม้แต่คหบดีก็ยังอยู่ในปราสาทแก้วเจ็ดประการ ส่วนพระบิดาเป็นถึงพระราชากลับประทับในพระราชมนเทียรที่ทำด้วยไม้ เมื่อได้เป็นพระราชาจะยึดปราสาทนี้มาเป็นของตน ต่อมาเมื่อถึงเวลาเสวย คนรับใช้ตักข้าวปายาสเปียกใส่ภาชนะทองคำวางไว้ตรงพระพักตร์ พระราชาทรงเริ่มเสวยด้วยคิดว่าเป็นอาหาร เศรษฐีจึงทูลห้ามว่าเป็นข้าวปายาสเปียกสำหรับให้ความร้อน แล้วแนะวิธีเสวยด้วยไออุ่นที่ฟุ้งขึ้น พระราชาเพลิดเพลินจนเศรษฐีต้องทูลว่าพอแล้วเพราะจะย่อยไม่ได้ ข้าราชบริพารรับประทานกันหมดทุกคนแล้วอาหารก็ยังเต็มภาชนะอยู่เช่นเดิม
-
1:28:22
ภรรยาเศรษฐีเสียใจที่รู้ว่ามีคนเป็นใหญ่กว่า สงสัยว่าตนทำบุญไม่ดี
พระเจ้าพิมพิสารตรัสถามว่าภรรยาของเศรษฐีอยู่ที่ไหน เศรษฐีทูลว่านางพักผ่อนอยู่ในห้องอันมีสิริ ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมา เศรษฐีจึงเข้าไปบอกให้นางไปเข้าเฝ้า นางถามว่าพระราชาเป็นอย่างไร เศรษฐีตอบว่าคนที่เป็นใหญ่กว่าพวกเราชื่อว่าพระราชา นางจึงไม่สบายใจ กล่าวว่ายังมีคนที่เป็นใหญ่กว่าเราอีกหรือ คงเป็นเพราะทำบุญไว้ไม่ดี ไม่ได้ทำด้วยความศรัทธา สมบัติจึงเกิดในที่ที่มีคนอื่นเป็นใหญ่กว่า แล้วถามสามีว่าจะทำอย่างไร เศรษฐีบอกให้ถือพัดไปถวายงานพัดแด่พระราชา
-
1:30:21
น้ำตาไหลเพราะไม่คุ้นกลิ่นควันไฟ เศรษฐีจึงถวายแก้วมณีโตเท่าผลแตงโม
ขณะนางถวายงานพัด กลิ่นผ้าที่โพกพระเศียรของพระราชาโชยมากระทบตาของนางจนน้ำตาไหลเป็นทาง พระราชาเห็นจึงตรัสว่าคงร้องไห้เพราะกลัวว่าพระราชาจะยึดสมบัติของสามี ให้ปลอบว่าไม่ต้องการสมบัติเลย เศรษฐีทูลว่านางไม่ได้ร้องไห้ แต่น้ำตาไหลเพราะกลิ่นควันไฟที่ติดอยู่บนผ้าของพระองค์ เพราะภรรยาของตนไม่เคยอยู่ด้วยแสงเปลวประทีป รับประทาน นั่ง และนอนด้วยแสงแก้วมณีเท่านั้น จึงไม่คุ้นกลิ่นควันไฟ แล้วทูลเชิญให้พระองค์ประทับด้วยแสงแก้วมณีตั้งแต่วันนี้ไป พร้อมถวายดวงแก้วมณีเรืองแสงโตเท่าผลแตงโมแด่พระราชา