พระมหากัสสปะ

tag ที่มักมาด้วยกัน: ข้าวยาคู นิโรธสมาบัติ พุทธานุภาพ การะวริยะเศรษฐี กาลวริยเศรษฐี ญาณทัศนะ พุทธพยากรณ์ มหาสังฆทาน

โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา 5 ธ.ค. 2548

  • 45:10 พระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ภรรยาถวายข้าวยาคูทั้งหมด
    เล่าว่าเช้าวันหนึ่งขณะที่ภรรยากำลังจัดเตรียมอาหารเช้าซึ่งมีเพียงข้าวยาคูและน้ำผักดองเล็กน้อยให้สามี พระมหากัสสปะเถระได้ออกจากนิโรธสมาบัติที่เข้ามาเป็นเวลาเจ็ดวัน ท่านรำพึงว่าวันนี้เราจะทำการสงเคราะห์ใครหนอ จึงเห็นภรรยาของการะวริยะเข้ามาในญาณทัศนะ ท่านเห็นว่าหากพวกเขาได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่ท่าน สมบัติใหญ่จะบังเกิดขึ้น จึงครองจีวรอุ้มบาตรไปยืนอยู่หน้าเรือน นางได้ใส่ข้าวยาคูที่เตรียมไว้ทั้งหมดลงในบาตรโดยมิได้นึกว่าตนและสามีจะบริโภคอะไร ตัดความตระหนี่ให้หลุดขาดจากใจแล้วน้อมถวายด้วยความปลาบปลื้มยินดี เมื่อแจ้งให้สามีทราบ นายการะวริยะก็ปิติยินดีอย่างยิ่งและอนุโมทนาในบุญที่ภรรยากระทำ
  • 47:21 ข้าวยาคูเลี้ยงภิกษุ 500 รูป และคำพยากรณ์ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีใน 7 วัน
    เล่าว่าพระมหากัสสปะเมื่อรับบิณฑบาตแล้วก็กลับไปยังมหาวิหาร เข้าเฝ้าพระบรมศาสดาแล้วน้อมถวายข้าวยาคูที่เพิ่งได้มา พระศาสดาทรงรับเพียงพอสำหรับพระองค์แล้วทรงถวายต่อให้พระภิกษุรูปอื่น ด้วยพุทธานุภาพข้าวยาคูส่วนที่เหลือมีเพียงพอสำหรับพระภิกษุถึงห้าร้อยรูป พระมหากัสสปะจึงทูลถามถึงผลบุญที่นายการะวริยะและภรรยาจะได้รับ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่าด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ พวกเขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีภายในเจ็ดวัน ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมือง มหาชนต่างคลางแคลงว่าทรัพย์มหาศาลจะบังเกิดขึ้นกับคนทั้งสองได้อย่างไร และคอยดูว่าคำพยากรณ์จะเป็นจริงหรือไม่
  • 49:08 จนทรัพย์แต่ไม่จนใจ และพลังความบริสุทธิ์ของนิโรธสมาบัติเจ็ดวันเจ็ดคืน
    ครูไม่ใหญ่ปรารภว่าอยากมีสมบัติแบบปุบปับข้ามขั้นตอนไหม คือไม่ต้องทำมาหากินค้าขาย แค่ทำอย่างนี้แล้วรวยเลย แล้วชี้ให้สังเกตว่าสามีภรรยาคู่นี้จนทรัพย์แต่ไม่จนใจ และไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมื้อนั้นเป็นมื้อสำคัญสำหรับชีวิตของทั้งคู่ ถวายไปแล้วยังมีสิทธิ์โดนสามีตำหนิได้ แต่นางมีกุศลศรัทธาและมีบุญมหาศาลมากกว่าความเป็นพระราชาในยุคนั้น เพราะพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ คือนั่งนิ่งไม่เคลื่อนเลยเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่ถอนถอย อยู่ในพลังแห่งความบริสุทธิ์

โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา 6 ธ.ค. 2548

  • 31:05 สารคดี: พระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติเจ็ดวัน แล้วเล็งเห็นภรรยาของนายกาลวริยะ
    สารคดีเล่าว่าภรรยาของนายกาลวริยะเป็นหญิงมีปัญญาและมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันหนึ่งขณะนางกำลังจัดเตรียมอาหารเช้าซึ่งมีเพียงข้าวยาคูกับน้ำผักดองเล็กน้อยให้สามี พระมหากัสสปเถระได้ออกจากนิโรธสมาบัติที่เข้าอยู่เจ็ดวัน แล้วรำพึงว่าวันนี้จะสงเคราะห์ใคร จึงเห็นภรรยาของนายกาลวริยะเข้ามาในญาณทัศนะ ท่านเห็นว่าหากคนทั้งสองได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่าน สมบัติใหญ่จะบังเกิดขึ้น จึงครองจีวรอุ้มบาตรไปยืนอยู่หน้าเรือนของนายกาลวริยะ
  • 32:42 สารคดี: นางถวายข้าวยาคูทั้งหมดโดยไม่คิดถึงตัวเอง แล้วพระเถระนำไปถวายพระบรมศาสดา
    สารคดีเล่าว่านางดีใจมากที่เนื้อนาบุญมายืนอยู่เบื้องหน้า จึงนิมนต์พระเถระให้รับบาตรแล้วใส่ข้าวยาคูที่เตรียมไว้ทั้งหมดลงในบาตร โดยมิได้นึกว่าตนและสามีจะบริโภคอะไร นางตัดความตระหนี่ให้หลุดขาดจากใจแล้วน้อมถวายด้วยความปลาบปลื้ม เมื่อแจ้งให้นายกาลวริยะทราบ เขาก็ปีติยินดีอย่างยิ่งและอนุโมทนาในบุญนั้น ฝ่ายพระมหากัสสปะกลับไปยังมหาวิหาร น้อมถวายข้าวยาคูแด่พระบรมศาสดา พระองค์ทรงรับแต่เพียงพอสำหรับพระองค์แล้วทรงถวายต่อให้พระภิกษุรูปอื่น ด้วยพุทธานุภาพข้าวยาคูส่วนที่เหลือเพียงพอสำหรับพระภิกษุถึงห้าร้อยรูป
  • 35:30 ขยายความนิโรธสมาบัติเจ็ดวันเจ็ดคืน คือหยุดในหยุดเข้าไปไม่ซ้ำที่
    ชวนทบทวนว่าพระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว ท่านเข้านิโรธสมาบัติเจ็ดวันเจ็ดคืนโดยไม่ถอนถอย นั่งนิ่งอยู่ในอิริยาบถเดียว คำว่านิโรธแปลว่าหยุด คือหยุดในหยุดเข้าไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ำที่เลย ดับหยาบไปหาละเอียด เมื่อไม่มีกิเลสอาสวะเหนี่ยวรั้งก็สว่างและบริสุทธิ์เข้าไปเรื่อย ๆ ครบเจ็ดวันตามที่ตั้งใจไว้จึงถอยออกมาเอง แล้วเอาบุญบารมีและพลังความบริสุทธิ์นั้นมาอนุเคราะห์สัตว์โลก
  • 41:10 พระมหากัสสปะสละอาหารมื้อแรกหลังอดเจ็ดวัน และพุทธานุภาพในการแบ่งอาหาร
    ย้ำว่าพระมหากัสสปะหวังอนุเคราะห์จริง ๆ เพราะอาหารมื้อนั้นเป็นมื้อแรกของการออกจากนิโรธสมาบัติหลังอดมาเจ็ดวัน ท่านก็ยังไม่ฉันแต่นำไปถวายพระบรมศาสดา ชวนให้ลองอดสองวันดูจะรู้ว่ายากเพียงไร แล้วอธิบายว่าการที่ข้าวยาคูนิดเดียวแบ่งให้พระได้ห้าร้อยรูปเป็นเรื่องพุทธานุภาพ ขนาดวิชาไสยเวทย์ยังทำหม้อข้าวหม้อดินเล็ก ๆ ให้ตักเลี้ยงคนได้จนอิ่มจุก นั่นวิชาเด็ก ๆ ยังทำได้ พุทธานุภาพจึงไม่มีประมาณ อีกทั้งการแบ่งถวายพระให้เป็นมหาสังฆทานที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขและมีพระอริยสาวกร่วมด้วย ทำให้บุญยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก และย้ำว่าพระพุทธองค์ทรงคำนวณตรวจตราเห็นตามความจริงว่าทั้งสองจะได้สมบัติเป็นบรมเศรษฐีจึงพยากรณ์ ไม่ใช่ตรัสไปลอย ๆ