-
20:04
ทะเลทรายบาห์เรนนำมาซึ่งกุศลธรรม เพราะเมล็ดทรายทำให้นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อธิบายว่าดินแดนอาหรับคือชนเผ่าที่พูดจาคล่องแคล่วแตกฉาน ถ้อยคำลื่นไหลออกมา แล้วบอกว่าเมื่อวานพูดเรื่องศีลอดแบบอริยะสิบข้อไปแล้ว วันนี้ยังไม่พูดเพราะเวลาเหลือน้อย ต่อด้วยว่าดินแดนบาห์เรนมีทะเลทรายที่นำมาซึ่งกุศลธรรมตลอด เพราะเห็นเมล็ดทรายจำนวนมากทำให้นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีมากกว่าเมล็ดทราย ถ้าสวดมนต์อยู่ทุกวันแต่ไม่เคยเห็นเมล็ดทรายจำนวนมากก็นึกภาพไม่ออก และชายหาดที่นั่นลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ต่างจากชายหาดทั่วไปในโลก
-
32:22
ผู้ทำภัตตาหารต่างศาสนิกเข้าใจว่าพระคือผู้ทำความดีสากล ถือศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อ
เล่าว่าญาติโยมปลื้มปีติที่ได้เห็นพุทธบุตรมาให้แสงสว่างแห่งธรรมและมาเป็นเนื้อนาบุญที่นั่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย มีผู้หนึ่งทำภัตตาหารมาเองด้วยความเต็มใจ เธอเปิดเผยว่าเป็นนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เข้าใจแล้วว่าพระภิกษุคือบุคคลที่ทำความดีสากล ถือศีลอดแบบอริยะถึงสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อ ดังนั้นการมาช่วยดูแลภัตตาหารถวายพระจึงเป็นความดีที่เธอควรทำ และเป็นความดีสากลที่ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อในใจของเธอ ต่อด้วยว่าถ้าสืบไปถึงคำสอนดั้งเดิมของศาสดาในทุกศาสนา ไม่ว่าพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ฮินดู หรือซิกข์ ล้วนสอนให้รักเพื่อนมนุษย์และรู้จักแบ่งปัน การแบ่งปันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
-
41:38
ทบทวนศีลอดแบบอริยะ: เว้นจากการฆ่าคือให้ความปลอดภัยในชีวิต
ทบทวนว่าเมื่อวานพูดถึงการถือศีลอดแบบอริยะสิบข้อไปแล้ว อดก็คือเว้น เช่นเว้นจากการฆ่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ก็คือการให้ความปลอดภัยในชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์ มนุษย์ควรมีสิทธิเสรีภาพในการมีชีวิตอยู่โดยไม่ถูกเบียดเบียนจนถึงตาย และให้อยู่อย่างผาสุก แล้วแทรกว่าถ้าต้องการความละเอียดให้ไปหาความรู้เพิ่มเติมจากท่านผู้รู้ที่ชำนาญทางพระพุทธศาสนา เพราะที่นี่ครูไม่ใหญ่คุยกับนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทั่วโลกซึ่งมีทุกระดับ ไม่ได้เทศน์ จึงมีเพลงมีภาพ และย่อยธรรมะเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นโจ๊กเพื่อให้ดื่มได้คล่อง
-
43:16
ศีลแปลว่าปกติและแปลว่าเย็น: จิตที่ปกติไม่คิดฆ่าไม่คิดลักทรัพย์ และอยู่เย็นเป็นสุข
อธิบายว่าศีลแปลว่าปกติ คือจิตใจของมนุษย์ที่ปกติมีคุณภาพดีจะไม่ฆ่าสัตว์ไม่ฆ่ามนุษย์ การทำสิ่งที่ไม่ปกติคือถูกกิเลสเข้าไปบังคับ จิตเสื่อมคุณภาพจึงคิดฆ่า แปลว่าสูญเสียความเป็นปกติ ไม่มีศีลข้อนี้ เพราะเว้นไม่ได้ ให้ความปลอดภัยแก่เพื่อนมนุษย์ไม่ได้ ส่วนข้อลักทรัพย์ ปกติคนเราจะยินดีในของของตัว ไม่ยินดีจะไปเอาของคนอื่นด้วยวิธีขโมยขณะที่เขายังหวงแหนอยู่ จิตใจที่มีคุณภาพเป็นปกติจะไม่คิดขโมยของใคร แต่มีศักดิ์ศรีที่จะแสวงหาทรัพย์ด้วยกำลังแห่งตน กำลังความคิด สติปัญญา และกำลังใจ ถ้าสูญเสียไปเมื่อไรก็แสดงว่าศีลข้อนี้ขาดไปแล้ว ต่อด้วยว่าศีลนี้จะแปลว่าเย็นก็ได้ คือเย็นทั้งกายเย็นทั้งใจ เบิกบานสบาย คนมีศีลดำเนินชีวิตได้ง่าย ๆ เพราะไม่ได้ไปเอาของใครมา ไม่ได้ฆ่าใคร จึงไม่ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวงสะดุ้งกลัวว่าใครจะมาฆ่าหรือจะรู้ว่าเราขโมยของเขา จะนั่งนอนยืนเดินก็สบาย
-
46:19
อ่านอานิสงส์ของศีลสิบประการ และศิลาที่แปลว่าหินคือหนักแน่นในการทำความดี
ไล่อ่านอานิสงส์ของศีลสิบประการ คือไม่มีความเดือดร้อนใจ มีความปลอดโปร่งใจ มีปีติ เกิดความสงบใจ เกิดความสุข เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ มีความรู้เห็นไปตามความเป็นจริง เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ คลายความกำหนัด และมองเห็นทางหลุดพ้น แล้วแทรกว่าคำศิลาแปลว่าหิน คงหมายถึงหนักแน่นเข้มแข็งในการทำความดี แต่ครูไม่ใหญ่ไม่อยากว่าเอาเอง ให้ไปถามท่านผู้รู้ ส่วนความหมายง่าย ๆ คือเย็นกับปกติ
-
47:40
อานิสงส์ข้อ 1 ไม่มีความเดือดร้อนใจ และข้อ 2 ความปลอดโปร่งใจ
ขยายว่านอกจากไม่ทำร้ายชีวิตคนและสัตว์แล้วจะทำให้อายุยืนและได้ความปลอดภัย ยังได้อานิสงส์ข้อแรกคือไม่มีความเดือดร้อน เพราะผู้มีศีลไม่ได้ทำความชั่วที่ก่อความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น เมื่อไม่มีความผิดคิดชั่วใจก็ไม่ต้องเดือดร้อน อยู่เย็นเป็นสุข ข้อที่สองคือความปลอดโปร่งใจ เพราะผู้มีศีลนึกถึงศีลที่ตนรักษาไว้ดีแล้วว่าวันนี้ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์ ไม่ได้ดื่มสุราเมรัย ไล่ไปทุกข้อก็ทำได้ครบสิบข้อ พยายามค้นหาข้อบกพร่องด้วยความจริงใจก็ไม่มีเลย จึงบริสุทธิ์บริบูรณ์และปลอดโปร่งใจ
-
49:40
อานิสงส์ข้อ 3 มีปีติเพราะทำสิ่งที่คนในโลกยากจะทำ และการไม่ฆ่าง่ายกว่าการฆ่า
อธิบายข้อสามว่าผู้มีศีลนึกถึงการกระทำของตนแล้วย่อมเกิดความปีติโสมนัสว่าคนอย่างเราทำได้ ซึ่งคนในโลกนี้ยากจะทำกัน แต่ที่ยากเพราะเขาไม่ยอมทำ ถ้ายอมทำก็ไม่ยาก เพราะจริง ๆ การไม่ฆ่าง่ายกว่าการฆ่า การฆ่าต้องเตรียมการว่าจะฆ่าอย่างไร ด้วยอะไร และทำอย่างไรจะไม่ให้คนอื่นรู้ วิธีการต่าง ๆ นั้นยากกว่ามาก ดังนั้นถ้าไม่ฆ่าก็ง่ายและดำเนินชีวิตสะดวก จึงเกิดปีติเบิกบานว่าคนอย่างเราทำได้ ในขณะที่คนอีกมากในโลกทำไม่ค่อยได้
-
50:49
อานิสงส์ข้อ 4 ความสงบใจ ข้อ 5 ความสุข และข้อ 6 เอกัคคตาเป็นสมาธิ
อธิบายว่าปีตินี้ทำให้เกิดความสงบใจ ความฟุ้งซ่านหมดไปเพราะใจคิดแต่เรื่องศีลที่ตนทำได้ ปีติจะเข้าไปแทนที่และเบียดความคิดอื่นที่สั่งสมไว้ในใจให้หลุดออกไปหมด กายก็สงบใจก็สงบ ข้อที่ห้าทำให้เกิดความสุข คือสบายกายสบายใจ อิ่มอกอิ่มใจทั่วทุกสารพางค์กาย ข้อที่หกพอสุขแล้วก็เกิดเอกัคคตาเป็นสมาธิ นั่งเฉย ๆ จิตก็รวมเป็นหนึ่ง ใจขยาย ใจหยุดนิ่งได้ มีอารมณ์เดียว อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดความคิด