อานิสงส์ของศีล 10 ประการ

tag ที่มักมาด้วยกัน: ศีลอดแบบอริยะ ปีติในศีล หยุดใจนิ่ง เอกัคคตา นิพพิทา ปุพเพนิวาสานุสติญาณ หลุดพ้น กฎแห่งกรรม

โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา 28 ธ.ค. 2548

  • 46:19 อ่านอานิสงส์ของศีลสิบประการ และศิลาที่แปลว่าหินคือหนักแน่นในการทำความดี
    ไล่อ่านอานิสงส์ของศีลสิบประการ คือไม่มีความเดือดร้อนใจ มีความปลอดโปร่งใจ มีปีติ เกิดความสงบใจ เกิดความสุข เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ มีความรู้เห็นไปตามความเป็นจริง เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ คลายความกำหนัด และมองเห็นทางหลุดพ้น แล้วแทรกว่าคำศิลาแปลว่าหิน คงหมายถึงหนักแน่นเข้มแข็งในการทำความดี แต่ครูไม่ใหญ่ไม่อยากว่าเอาเอง ให้ไปถามท่านผู้รู้ ส่วนความหมายง่าย ๆ คือเย็นกับปกติ
  • 47:40 อานิสงส์ข้อ 1 ไม่มีความเดือดร้อนใจ และข้อ 2 ความปลอดโปร่งใจ
    ขยายว่านอกจากไม่ทำร้ายชีวิตคนและสัตว์แล้วจะทำให้อายุยืนและได้ความปลอดภัย ยังได้อานิสงส์ข้อแรกคือไม่มีความเดือดร้อน เพราะผู้มีศีลไม่ได้ทำความชั่วที่ก่อความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น เมื่อไม่มีความผิดคิดชั่วใจก็ไม่ต้องเดือดร้อน อยู่เย็นเป็นสุข ข้อที่สองคือความปลอดโปร่งใจ เพราะผู้มีศีลนึกถึงศีลที่ตนรักษาไว้ดีแล้วว่าวันนี้ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์ ไม่ได้ดื่มสุราเมรัย ไล่ไปทุกข้อก็ทำได้ครบสิบข้อ พยายามค้นหาข้อบกพร่องด้วยความจริงใจก็ไม่มีเลย จึงบริสุทธิ์บริบูรณ์และปลอดโปร่งใจ
  • 49:40 อานิสงส์ข้อ 3 มีปีติเพราะทำสิ่งที่คนในโลกยากจะทำ และการไม่ฆ่าง่ายกว่าการฆ่า
    อธิบายข้อสามว่าผู้มีศีลนึกถึงการกระทำของตนแล้วย่อมเกิดความปีติโสมนัสว่าคนอย่างเราทำได้ ซึ่งคนในโลกนี้ยากจะทำกัน แต่ที่ยากเพราะเขาไม่ยอมทำ ถ้ายอมทำก็ไม่ยาก เพราะจริง ๆ การไม่ฆ่าง่ายกว่าการฆ่า การฆ่าต้องเตรียมการว่าจะฆ่าอย่างไร ด้วยอะไร และทำอย่างไรจะไม่ให้คนอื่นรู้ วิธีการต่าง ๆ นั้นยากกว่ามาก ดังนั้นถ้าไม่ฆ่าก็ง่ายและดำเนินชีวิตสะดวก จึงเกิดปีติเบิกบานว่าคนอย่างเราทำได้ ในขณะที่คนอีกมากในโลกทำไม่ค่อยได้
  • 50:49 อานิสงส์ข้อ 4 ความสงบใจ ข้อ 5 ความสุข และข้อ 6 เอกัคคตาเป็นสมาธิ
    อธิบายว่าปีตินี้ทำให้เกิดความสงบใจ ความฟุ้งซ่านหมดไปเพราะใจคิดแต่เรื่องศีลที่ตนทำได้ ปีติจะเข้าไปแทนที่และเบียดความคิดอื่นที่สั่งสมไว้ในใจให้หลุดออกไปหมด กายก็สงบใจก็สงบ ข้อที่ห้าทำให้เกิดความสุข คือสบายกายสบายใจ อิ่มอกอิ่มใจทั่วทุกสารพางค์กาย ข้อที่หกพอสุขแล้วก็เกิดเอกัคคตาเป็นสมาธิ นั่งเฉย ๆ จิตก็รวมเป็นหนึ่ง ใจขยาย ใจหยุดนิ่งได้ มีอารมณ์เดียว อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดความคิด
  • 52:23 อานิสงส์ข้อ 7 ใจเคลื่อนเข้าไปภายในเกิดธรรมจักษุ และข้อ 8 วิชชาเกิดจนเบื่อหน่าย
    อธิบายว่าพอใจหยุดก็เคลื่อนเข้าไปสู่ภายใน ไปสู่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เข้าไปสู่ความรู้ในระดับลึกเรื่อย ๆ ถ้าหยุดไม่นิ่งก็ดิ่งเข้าไปไม่ได้ แล้วจะรู้เห็นไปตามความเป็นจริง เกิดธรรมจักษุญาณทัสสนะ เข้าถึงดวงธรรมและพระธรรมกายภายใน ข้อที่แปดพอเห็นตามความจริงแล้ววิชชาก็เกิดขึ้น เห็นว่าเราเวียนว่ายตายเกิดมามาก คนอื่นก็เช่นเดียวกัน เพราะทุกคนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม จึงเกิดความเบื่อหน่าย
  • 53:46 อานิสงส์ข้อ 9 คลายความกำหนัด แยกนิพพิทาจากความเบื่อเซ็ง และข้อ 10 มุ่งสู่ความหลุดพ้น
    อธิบายข้อเก้าว่าคลายความกำหนัด คือคลายความผูกพันยึดมั่นถือมั่นในคนสัตว์สิ่งของและภพภูมิ แล้วแยกให้ชัดว่านิพพิทาไม่ใช่ความเบื่อเซ็ง บางคนเดินจงกรมแล้วเบื่อเพราะเมื่อยและไม่เห็นอะไร นั่นคนละเรื่องกับนิพพิทา นิพพิทาเกิดหลังจากธรรมจักษุญาณทัสสนะ เห็นการเวียนว่ายตายเกิด เกิดปุพเพนิวาสานุสติญาณและจุตูปปาตญาณ จึงเบื่อในการเกิด เพราะเกิดแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ ตาย มีความโศก ไม่สมหวัง พลัดพรากจากสิ่งที่รัก แต่เป็นความเบื่อที่มีความสุข ไม่ใช่เบื่อเซ็ง จากนั้นวิชชาที่สามก็เกิดขึ้น เป็นข้อที่สิบคือมุ่งเข้าสู่ความหลุดพ้น เกิดอาสวักขยญาณไปตามลำดับ