-
1:33:44
จดหมายจากผู้นำบุญที่ประเทศเบลเยียมที่สร้างบารมีกับหมู่คณะมาหนึ่งปี
เริ่มอ่านจดหมายที่ขึ้นต้นด้วยประโยคผมอยากจะทำทุกอย่างให้คุณ ผู้เขียนเป็นผู้นำบุญอยู่ที่ประเทศเบลเยียม สร้างบารมีกับหมู่คณะมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว ขอความเมตตาให้คุณครูไม่ใหญ่ฝันในฝันแก้ข้อข้องใจให้ ครูไม่ใหญ่แทรกว่าตอนนี้จานดาวธรรมไปถึงเอสกิโมแล้ว และเล่าว่าผู้เขียนมาอยู่ธุดงค์ไม่ได้จึงให้น้องสาวมาอยู่ธุดงค์คราวนี้แทน นับว่าฉลาดหาบุญ
-
1:40:18
ไปทำงานสิงคโปร์สองปี กลับมาเป็นช่างทำผมที่กรุงเทพ แล้วได้ไปเบลเยียม
หลังงานศพของคุณแม่ ผู้เขียนสมัครไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ มีหน้าที่ทำอาหารและเลี้ยงเด็กในบ้านของนายจ้าง งานหนักและเหนื่อยมากแต่เงินเดือนน้อย ทำอยู่สองปีจึงกลับมาเมืองไทย แล้วหางานทำที่กรุงเทพเป็นพนักงานทำผมในร้านเสริมสวย ครูไม่ใหญ่หยอกว่าอาชีพนี้ถือว่ามีบุญ เพราะปกติคนไม่ยอมให้ใครจับหัว แต่นี่เขายอมและยังขอร้องพร้อมจ่ายเงินให้ด้วย ทำอยู่ประมาณหนึ่งปีก็มีคนมาชวนผู้เขียนและเพื่อนในร้านไปทำงานร้านอาหารที่ประเทศเบลเยียม และวันที่ 10 มกราคม 2529 ก็ได้เดินทางถึงเบลเยียม
-
1:41:48
กระเป๋าเดินทางหายทันทีที่ลงจากเครื่อง เหลือเสื้อผ้าติดตัวชุดเดียว
พอลงจากเครื่องบินก็เกิดเรื่องขึ้นทันที คือกระเป๋าเดินทางหาย เสื้อผ้าใหม่หลายชุดที่ซื้อมาจากเมืองไทยรวมมูลค่ากับเงินแล้วไม่ต่ำกว่าสี่หมื่นบาทอันตรธานไปพร้อมกระเป๋าใบนั้น ผู้เขียนขวัญเสียมากเพราะเหลือเสื้อผ้าติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว
-
1:44:50
หนุ่มใหญ่ชาวเบลเยียมวัยสี่สิบห้ามาช่วยตามหากระเป๋า และเป็นประธานบริษัทก่อสร้างชั้นนำ
มีหนุ่มใหญ่ชาวเบลเยียมคนหนึ่งอายุราว 45 ปี เดินกลับมาหาผู้เขียน ดูท่าทางเป็นคนใจดี มาถึงก็สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วรับเป็นธุระติดต่อกับพนักงานของสายการบินทันทีเพื่อตามหากระเป๋าเดินทางให้ และเวลามาก็มักจะให้เงินติดกระเป๋าครั้งละห้าพันถึงหนึ่งหมื่นฟรังก์ แท้จริงแล้วเขาเป็นนักธุรกิจใหญ่ระดับประธานบริษัทก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเบลเยียม เขามีภรรยาและลูกสาวสองคน แต่ในช่วงที่เจอผู้เขียนนั้นเขาทะเลาะกับภรรยาอย่างรุนแรงถึงขั้นมีการแยกทางกัน
-
1:48:12
หนุ่มใหญ่คนที่สองวัยห้าสิบเอ็ดมาที่ร้านสัปดาห์ละสองครั้ง หนึ่งต่อแปดใครจะชนะใจ
สามเดือนต่อมาก็มีหนุ่มใหญ่ชาวเบลเยียมอีกคนหนึ่ง อายุราวห้าสิบเอ็ดปี แก่กว่าคนแรกหกปี เป็นเจ้าของบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในย่านนั้น มาทานอาหารและดื่มเหล้าที่ร้าน พร้อมแสดงความสนใจในตัวผู้เขียนออกหน้าออกตาชัดเจน ครูไม่ใหญ่แทรกมุกสอนว่าจะบอกรักเลยก็เร็วไป ต้องรำพึงให้เธอเห็นใจก่อน ถ้าผู้หญิงยังไม่สงสารก็ยังไม่ได้ แล้วลองสันนิษฐานว่าถ้าเป็นประธานบริษัทคนนั้นจะบอกว่ากำลังมีทุกข์หนัก ภรรยาทิ้งไปมีสามีใหม่ แต่พอมาเจอเธอชีวิตก็เหมือนได้เจอแสงสว่างอีกครั้งหนึ่ง แล้วหยอกว่าให้หัวหน้าอาจารย์จำเอาไว้แต่ห้ามเอาไปใช้ คนที่สองนี้มาสัปดาห์ละสองครั้งคือเดือนละแปดครั้ง ส่วนคนแรกมาเดือนละครั้ง จึงถามว่าหนึ่งต่อแปดใครจะชนะใจ
-
1:51:40
ตัดสินใจจะแต่งงานกับคนที่สอง และหนุ่มใหญ่คนแรกเสาะหาจนพบที่อพาร์ตเมนต์
พอคบกันมาระยะหนึ่งคนที่สองก็ขอแต่งงาน ผู้เขียนเห็นว่าเขามีความจริงใจและพอที่จะเป็นผู้นำของครอบครัวที่ดีได้ จึงคิดจะแต่งงานกับเขา อีกทั้งผู้เขียนและเพื่อนหญิงที่ทำงานด้วยกันก็อยากหนีออกมาจากร้านอาหารที่งานหนักเกินไปเต็มที จึงขอให้เขาช่วย และเขาก็จัดการให้สำเร็จได้จริง ส่วนหนุ่มใหญ่ใจดีคนแรกที่มาเดือนละครั้งก็ยังมาหาที่ร้านตามปกติ พอทราบว่าผู้เขียนออกจากร้านไปแล้ว เขาก็พยายามเสาะหาจนพบที่อพาร์ตเมนต์ที่ผู้เขียนเช่าอยู่กับเพื่อนในอีกเมืองหนึ่ง
-
1:54:30
สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เขาคุกเข่าลงกราบและกอดขาไว้พร้อมร้องไห้
เมื่อสองคนเจอกัน ผู้เขียนบอกเขาว่าได้เจอคนที่คิดว่าจะแต่งงานด้วยแล้ว โดยพูดเป็นกลาง ๆ แต่คนที่ได้ฟังคือหนุ่มใหญ่คนแรก ทันทีที่พูดจบ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น คือเขาคุกเข่าลงกราบและกอดขาผู้เขียนไว้ แล้วร้องไห้คร่ำครวญพร่ำบอกว่า I love you ผมรักคุณมาก อย่าให้ผมต้องสูญเสียคุณไป ผมขอช่วยคุณอีกสักครั้งเถอะ คุณต้องการอะไร คุณอยากกลับเมืองไทยไม่ใช่หรือ คุณมีลูกเล็ก ๆ มีพ่อแก่ ๆ คอยอยู่ที่นั่น ให้ผมช่วยเถอะ ผมอยากทำทุกอย่างให้คุณ
-
1:57:00
ยื่นเงินหนึ่งล้านฟรังก์ใส่มือแล้วส่งกลับเมืองไทยโดยไม่มีข้อผูกมัด
ผู้เขียนนิ่งฟังแล้วคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้เข้าใจความต้องการของเรา จึงบอกว่าอยากกลับเมืองไทยมากแต่ยังกลับไม่ได้เพราะเก็บเงินไม่มากพออย่างที่ตั้งใจไว้ เขาถามว่าต้องการเงินเท่าไรจึงจะกลับได้ ผู้เขียนตอบไปอย่างไม่มั่นใจว่าหนึ่งล้าน เขาไม่เปลี่ยนสีหน้าและถามต่อว่าถ้าได้เงินหนึ่งล้านแล้วจะเอาไปทำอะไร ผู้เขียนตอบว่าเอาไปปลูกบ้านและเปิดร้านขายของ เขาจึงควักเงินออกมาสองปึกใหญ่ ปึกละห้าแสนฟรังก์ วางใส่มือทันที แล้วจัดแจงจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวเร่งด่วนที่สุดที่หาได้ อีกสามวันต่อมาก็ส่งกลับเมืองไทย โดยไม่ได้เรียกร้องหรือมีข้อผูกมัดใด ๆ นอกจากคำพูดว่าสักวันหนึ่งหากผมมีอิสระแล้วผมจะไปหาคุณ ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่ได้หย่ากับภรรยา เพียงแต่แยกทางกัน
-
2:01:50
ตัดใจจากมาโดยไม่กล่าวคำอำลา กลับมาปลูกบ้านทำธุรกิจที่ดิน แล้วเขาพาไปดูคฤหาสน์
ขณะที่เครื่องบินอยู่เหนือน่านฟ้ายุโรป ผู้เขียนรู้สึกมึนงงสับสนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนหักหันในชีวิต ไม่รู้จะอธิบายให้หนุ่มใหญ่ที่มาขอแต่งงานเข้าใจได้อย่างไรจึงจะไม่เสียใจ จึงตัดใจจากมาโดยไม่ได้กล่าวคำอำลาใด ๆ ความจริงผู้เขียนก็ไม่ได้อยากแต่งงาน เพียงอยากสร้างหลักฐานของตนเองและอยู่ท่ามกลางญาติพี่น้องที่เมืองไทยมากกว่า หลังกลับเมืองไทยก็ซื้อที่ดินและปลูกบ้านเสร็จภายในต้นปี 2530 แล้วหันมาทำธุรกิจซื้อขายที่ดิน เดือนสิงหาคมปีเดียวกันหนุ่มใหญ่ใจดีก็เดินทางมาเยี่ยมที่เมืองไทยเป็นครั้งแรก อยู่ได้หนึ่งสัปดาห์ก็กลับ ปีถัดมาเขาขยายกิจการไปลงทุนที่สหรัฐอเมริกา แล้วให้เลขาดำเนินการรับรองวีซ่าและจองตั๋วให้ผู้เขียนไปอเมริกาด้วย ไปเที่ยวเดือนเศษแต่ยังไม่มีพันธสัญญาว่าจะแต่งงานเพราะเขายังไม่ได้หย่าตามกฎหมาย ต่อมาปี 2532 เขาหย่าเรียบร้อยแล้วพาไปเที่ยวอเมริกาอีกครั้ง กลับมาก็พาไปดูคฤหาสน์หลังใหญ่บนพื้นที่ 24 ไร่ ไม่ห่างจากเมืองหลวงของเบลเยียม แล้วเปรยว่าบ้านนี้ยังไม่มีใครดูแล บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ผมไม่ได้สร้างไว้เพื่ออยู่คนเดียว
-
2:06:31
จดทะเบียนสมรสปี 2535 ต่อมาสามีป่วยหัวใจและคฤหาสน์ถูกปล้นเสียเงิน 13 ล้าน
ปี 2535 เขาบินมาจดทะเบียนสมรสกับผู้เขียนที่เมืองไทย แล้วพากลับไปอยู่คฤหาสน์ 24 ไร่หลังนั้น ผู้เขียนกลับมาเยี่ยมลูกทั้งสามคนที่เมืองไทยปีละสองครั้ง ในปี 2536 กลับมาคลอดลูกสาวที่โรงพยาบาลจังหวัดอุดรธานี เมื่อลูกสาวแข็งแรงดีก็กลับเบลเยียม ปลายปีเดียวกันสามีล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในหัวใจตีบต้องเข้ารับการผ่าตัด และในปีนั้นเองคฤหาสน์ก็ถูกปล้น สูญเสียเงินในตู้เซฟไป 13 ล้านบาท
-
2:07:20
วิกฤตเศรษฐกิจทำให้ต้องขายสมบัติใช้หนี้ และสามีเสียชีวิตเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2540
ช่วงนั้นเหตุการณ์ร้ายประดังถาโถมเข้ามามากมาย ทั้งสุขภาพของสามีและวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลให้บริษัทขาดทุนและเป็นหนี้ สามีจึงตัดสินใจปล่อยงานให้ผู้บริหารระดับรองเข้ามาบริหารกิจการแทน ส่วนตัวเขาขายสมบัติที่สะสมไว้นำมาใช้หนี้ทางธุรกิจ แล้วปลีกตัวมาอยู่ที่เมืองไทยกับผู้เขียนอย่างเงียบ ๆ สุขภาพไม่แข็งแรงเลย ในที่สุดก็มาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 ข้าง ๆ ตัวผู้เขียนและลูกสาวของเขา
-
2:08:07
กลับไปอยู่เบลเยียม รู้จักหมู่คณะที่วัดพุทธ และร่วมกฐิน 2548 สร้างพระธรรมกาย 68 องค์
ประมาณปี 2546 เมื่อลูกสาวอายุสิบขวบ ผู้เขียนจึงทำเรื่องขอไปอยู่ที่ประเทศเบลเยียม ซื้อบ้านธรรมดาหลังหนึ่งอยู่กับลูกสาวสองคน การกลับมาอยู่เบลเยียมครั้งนี้ทำให้ได้มารู้จักหมู่คณะที่วัดพุทธในเบลเยียมเมื่อปลายปี 2547 ได้มาร่วมสร้างบารมีอย่างเต็มกำลัง ทำบุญใหญ่ทุกบุญที่คุณครูไม่ใหญ่แนะนำให้ทำ ได้มาร่วมงานบุญกฐินที่วัดพระธรรมกายในปี 2548 ทั้งได้ทำบุญจักรแก้ว บุญเสาแก้วหนึ่งต้น สร้างพระธรรมกายประจำตัวทั้งของตัวเองและครอบครัว และถวายหลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยาย รวมหกสิบแปดองค์ ปัจจุบันผู้เขียนและลูกสาวตั้งจิตปรารถนาจะสร้างบารมีติดตามหลวงปู่ หลวงพ่อ คุณยายไปทุกภพทุกชาติจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม
-
2:09:59
คำถามเรื่องสามีคนปัจจุบัน ทรัพย์ที่สูญไป และการช่วยงานหมู่คณะที่เบลเยียม
อ่านคำถามต่อว่าตอนแรกลูกคิดจะแต่งงานกับชายชาวเบลเยียมอีกคนที่ฐานะไม่ได้ร่ำรวย แต่เพราะบุพกรรมใดที่ทำให้กลับมาได้สามีฐานะดีคนนี้แบบไม่เคยคาดคิด เป็นเพราะมีกรรมใดมาลิขิตชีวิตให้คู่กันไว้หรือเปล่า สามีสร้างบุพกรรมอะไรไว้จึงมีฐานะร่ำรวย แต่ต่อมาถูกปล้นคฤหาสน์ในช่วงกำลังป่วยและต้องสูญเสียธุรกิจจนต้องขายสมบัตินำมาใช้หนี้ ทำไมกรรมยังส่งผลในเวลาใกล้เคียงกับการเสียชีวิตของเขา บุพกรรมใดทำให้สามีป่วยหนักด้วยโรคเส้นเลือดในหัวใจตีบจนต้องผ่าตัด สามีตายแล้วไปไหน คตินิมิตก่อนตายเป็นอย่างไร เขารู้สึกอย่างไรกับลูกและลูกสาวที่อยู่ข้าง ๆ ตอนสิ้นใจ ได้รับบุญที่อุทิศไปให้หรือไม่ ลูกมีบุญอะไรจึงได้เงินหนึ่งล้านจากสามีอย่างง่าย ๆ เพื่อกลับมาเมืองไทย กรรมใดทำให้กระเป๋าเดินทางหายไป แต่ในโชคร้ายก็มีโชคดีคือได้พบกับสามีคนปัจจุบันที่มาช่วยเหลือ ลูกตั้งใจจะช่วยงานของหมู่คณะที่ประเทศเบลเยียมอย่างเต็มที่แต่ยังมีปัญหาเรื่องกฎหมาย ควรทำอย่างไร และสามี ตัวลูก กับลูกสาวคนเล็กเคยสร้างบารมีกับหมู่คณะมาอย่างไร ในชาติของพระราชาที่ออกบวชในพุทธันดรที่ผ่านมา เราทั้งสามคนอยู่ในหมู่คณะหรือไม่